โรนัลโด้และเมสซี: การสิ้นสุดของยุคทองในแชมเปี้ยนส์ลีก

โรนัลโด้และเมสซี: การสิ้นสุดของยุคทองในแชมเปี้ยนส์ลีก

คริสเตียโน โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี ครองถ้วย แชมป์ แชมเปี้ยนส์ลีก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของทั้งคู่ แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ไม่มีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งอยู่ใน รอบรองชนะเลิศของฤดูกาลนี้แล้ว

ชาวโปรตุเกสได้รับรางวัล 5 เหรียญจากการเป็นผู้ชนะ ในขณะที่สตาร์อาร์เจนตินาได้รับ 4 ครั้ง แต่ดูเหมือนว่ายุคแห่งอำนาจสูงสุดของพวกเขาจะสิ้นสุดลงแล้ว

ทั้ง คริสเตียโน และ เมสซี ต่างก็มีสถิติการเป็นเครื่องจักรถล่มประตูที่ยอดเยี่ยมใน แชมเปี้ยนส์ลีก โดยกองหน้าของ ยูเวนตุส ได้รับรางวัลผู้ทำประตูสูงสุด 7 ครั้ง และกัปตันทีม บาร์เซโลนา ก็น้อยกว่าหนึ่งครั้ง ซึ่งเขาชนะรองเท้าทองคำของ แชมเปี้ยนส์ลีก ถึง 6 ครั้ง

ผู้เล่นเพียงคนเดียวที่ใกล้เคียงกับทั้งคู่คือ แกร์ท มุลเลอร์ ซึ่งเป็นผู้ทำประตูสูงสุด 4 ครั้งในการแข่งขัน

ทั้งสองผู้เล่นยังสามารถพูดได้ว่า พวกเขาทำประตูในรอบชิงชนะเลิศของรายการนี้ 2 ครั้งสำหรับ เมสซี่ และ 4 ครั้งของ โรนัลโด้

โดยรวมแล้วยอดมนุษย์ทั้งสองทำสกอร์รวมกันได้ 245 ประตูใน แชมเปี้ยนส์ลีก โดย คริสเตียโน ทำประตูได้ 130 ประตู และแอสซิสต์ 38 ประตู ขณะที่ เมสซี ยิงได้ 115 ประตูและแอสซิสต์ 33 ประตู

แม้จะเล่นใน แชมเปี้ยนส์ลีก ในปีนี้แต่ทั้ง เมสซี่ และ คริสเตียโน ไม่ได้ทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษอีกต่อไป โดยยิงได้เพียงสาม และ สี่ประตู ตามลำดับ

ปัจจุบันเป็นผู้นำอยู่คือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยมี 14 ประตูจาก 8 เกมและ เออร์ลิง ฮาแลนด์ อยู่ในอันดับที่สองจากการทำ 8 ประตู

เมื่ออายุ 35 ปี คริสเตียโน โรนัลโด ตระหนักดีว่าเป็นเรื่องยากที่จะชนะการแข่งขันอย่างที่เคยกับ เรอัล มาดริด และแม้จะมีผลงานในระดับสูง แต่เขาก็ไม่สามารถเก็บเกี่ยวความสำเร็จที่เขามีอย่างในเมืองหลวงของสเปนกับ ยูเวนตุส ได้

เมสซีวัย 33 ปีอาจสูญเสียโอกาสในการคว้า ถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้งเนื่องจากทีม บาร์เซโลนา ของเขาดูเหมือนจะสิ้นสุดยุคทอง

แม้จะเคยคว้า ถ้วยแชมเปียนส์ลีก 4 สมัย แต่กัปตันอาร์เจนตินาก็ไม่ได้ยกถ้วยรางวัลที่มีชื่อเสียงมา 9 ปีแล้ว

เมื่อนาฬิกาหยุดลงสำหรับทั้งสอง ผู้เล่นชั้นนำอื่น ๆ ก็กำลังก้าวเข้ามาในการกำเนิดของฮีโร่รุ่นใหม่ เช่น ฮาแลนด์ , คีลิอัน เอ็มบั๊ปเป้ , ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และโจแอล เฟลิกส์ ก็เริ่มเข้ามาแทนที่พวกเขา

เวลาผ่านไป แต่ แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ได้รอใคร
Credit : Marca and FC Barcelona fanpage